Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)

สภาพความเป็นอยู่และความต้องการที่เกี่ยวกับการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเล

Other Title (Parallel Title in Other Language of ETD)

Living conditions and needs concerning education for the development of Chaoley's quality of life

Year (A.D.)

1986

Document Type

Thesis

First Advisor

ชนิตา รักษ์พลเมือง

Second Advisor

อมรา พงศาพิชญ์

Faculty/College

Graduate School (บัณฑิตวิทยาลัย)

Degree Name

ครุศาสตรมหาบัณฑิต

Degree Level

ปริญญาโท

Degree Discipline

สารัตถศึกษา

DOI

10.58837/CHULA.THE.1986.365

Abstract

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ศึกษาคือ “ชาวเล" ที่เรียกตัวเองว่า “ชาวไทยใหม่" ทั้งหมด จำนวน 84 ครอบครัว ที่อาศัยอยู่หมู่บ้านชาวเลหาดราไวย์ ตำบลราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยการเข้าไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวเลเป็นเวลา 5 เดือน และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมีแบบสังเกตสภาพของชุมชน การบันทึกภาพถ่าย เทปบันทึกเสียงขณะการสัมภาษณ์ โดยมีล่ามแปลภาษาพูดของชาวเล และแบบสอบถามสำหรับ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ วัตถุประสงค์ของการวิจัยมี 3 ประการคือ 1. ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของชาวเลในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การเมือง การปกครอง การสาธารณสุข ศาสนา ความเชื่อ และขนบธรรมเนียมประเพณี 2. ศึกษาสภาพความเป็นอยู่ของชาวเลในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานและคุณภาพชีวิต 3. ศึกษาความต้องการของชาวเลในเรื่องการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ผลการวิจัย 1. ในเรื่องสภาพความเป็นอยู่ด้านต่างๆ พบว่า 1.1 สภาพความเป็นอยู่ทางด้านประชากรพบว่าชาวเลมีจำนวนทั้งสิ้น 439 คน ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่หาตราไวย์ในฐานะชนกลุ่มน้อย มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับชาวมาลายู มีภาษาพูดเป็นของตนเอง แต่ไม่มีภาษาเขียน สร้างบ้านเรือนอยู่อย่างง่ายๆ ในที่ดินของเอกชน มีนิสัยที่ เห็นอย่างเด่นชัดคือความซื่อสัตย์และการไม่ชอบสมาคมกับคนแปลกหน้า ชาวเลส่วนใหญ่ชอบดื่มสุราและเล่นไพ่ 1.2 สภาพความเป็นอยู่ทางด้านเศรษฐกิจพบว่า ชาวเลส่วนใหญ่มีอาชีพในการจับปลาในทะเลมาขาย โดยนิยมขายให้แก่คนที่มารับซื้อและนายทุนมากกว่าที่จะนำไปขายด้วยตนเองชาวเลส่วนใหญ่มีฐานะยากจน จึงอยากให้สมาชิกในครอบครัวหารายได้เพิ่ม ไม่ต้องการเปลี่ยนอาชีพ แต่ต้องการให้ทางราชการหรือหน่วยงานเอกชนส่งเสริมหรือสนับสนุนทางด้านอาชีพของตน 1.3 สภาพเป็นอยู่ทางด้านสังคมพบว่า ชาวเลส่วนใหญ่สมรสแล้ว และสมรสตั้งแต่อายุยังน้อย คือประมาณ 14-16 ปี ในสังคมชาวเลนิยมยกให้ฝ่ายภรรยาเป็นใหญ่ในครอบครัว แต่ละครอบครัวประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 5-6 คน ชาวเลส่วนใหญ่มีความพอใจที่จะอาศัยอยู่ในชุมชนปัจจุบันต่อไป 1.4 สภาพเป็นอยู่ทางด้านศาสนา ความเชื่อ และขนมธรรมเนียมประเพณีพบว่า ชาวเลส่วนใหญ่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์และคำสอนของบรรพบุรุษอยู่อย่างเคร่งครัด สำหรับในเรื่องประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้น ได้รับเอาประเพณีและวิธีการของคนพื้นเมืองในบริเวณใกล้เคียงไปใช้เป็นบางส่วน และยังมีชาวเลส่วนหนึ่งนับถือศาสนาพุทธ แต่นับถืออย่างไม่เคร่งครัดนัก 1.5 สภาพความเป็นอยู่ทางด้านสุขภาพอนามัย และการรักษาพยาบาลพบว่าชาวเลส่วนใหญ่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง มีอาหารและน้ำบริโภคอย่างสมบูรณ์ ไม่มีส้วมใช้โรคที่เป็นกันมากคือโรคผิวหนัง (เกลื้อน) เมื่อมีการเจ็บป่วยนิยมซื้อมากินเอง นิยมเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา และชาวเลส่วนใหญ่เคยใช้บริการวางแผนครอบครัว 1.6 สภาพเป็นอยู่ทางการศึกษาพบว่า ชาวเลส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ เพราะไม่เคยเข้ารับการศึกษาในโรงเรียน และไม่สนับสนุนให้บุตรหลานเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนที่ต้องเรียนปะปนกับคนพื้นเมือง แต่ต้องการเรียนมีโรงเรียนสำหรับบุตรหลานของตนเองโดยเฉพาะการศึกษาของชาวเลส่วนใหญ่เป็นไปในรูปของการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากครอบครัวและบรรพบุรุษและมีชาวเลส่วนหนึ่งเคยเข้ารับการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ที่จัดโดยศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน1.7 สภาพเป็นอยู่ทางด้านการเมืองการปกครองพบว่า ชาวเลทั้งหมดไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ปัจจุบันนี้อาศัยอยู่ในที่ดินของเอกชนโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่า แต่จะต้องปฏิบัติตาม เงื่อนไขที่เจ้าของที่ดินวางไว้ ไม่มีชาวเลคนใดเสียภาษีและเข้าร่วมการคัดเลือกทหาร และมีความสนใจทางด้านการเมืองการปกครองน้อยมาก 2.สภาพความเป็นอยู่ทางด้านความจำเป็นพื้นฐาน และคุณภาพชีวิตพบว่า ชาวเลส่วนใหญ่มีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่เข้าเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐานในเป้าหมายปี 2529 ชาวเลส่วนใหญ่เห็นว่า “คุณภาพชีวิต" หมายถึง “ชีวิตที่ดี" ซึ่งประกอบด้วยการกินดีและอยู่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ และเมื่อนำเครื่องชี้วัดความจำเป็นพื้นฐานของคนไทยมาเป็นเกณฑ์วัดคุณภาพชีวิต ชาวเลส่วนใหญ่เห็นด้วยกับ เกณฑ์ที่ใช้เป็นเครื่องชี้วัด 3. ความต้องการของชาวเลเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต พบว่าชาวเลต้องการความรู้เกี่ยวกับการหนังสือหรือการให้อ่านออกเขียนมากที่สุด และต้องการความรู้ในการประกอบอาชีพ ความรู้ในเรื่องการรักษาพยาบาลและการรักษาสุขภาพอนามัยขั้นพื้นฐานและความรู้พื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในชุมชน เป็นอันดับรองลงมาตามลำดับ ลักษณะการศึกษาที่ชาวเลต้องการคือการศึกษานอกระบบโรงเรียน และวิธีการศึกษาที่ต้องการมากที่สุดคือการให้ผู้รู้ช่วยสอนหรือแนะนำให้ 4. ปัญหาที่เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต พบว่า ชาวเลส่วนใหญ่เห็นว่าปัญหาที่เกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือความยากจน การไม่รู้หนังสือ การไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง และการไม่มีส้วมใช้ ส่วนปัญหาที่เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต คือปัญหาที่เกี่ยวกับการไม่รู้หนังสือและการขาดผู้รู้มาช่วยสอนหรือแนะนำให้

Share

COinS