•  
  •  
 
Chulalongkorn Medical Journal

Abstract

เหตุผลของการทำวิจัย : โรคสมองเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งการที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอาจก่อให้เกิดตราบาปในผู้ป่วยและผู้ดูแลวัตถุประสงค์ : ศึกษาการรับรู้ตราบาปและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ตราบาปที่เกิดขึ้นในผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมระยะแรกและผู้ดูแลที่เข้ามารับการรักษา ณ คลินิกโรคสมองเสื่อม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์วิธีการทำวิจัย : กลุ่มตัวอย่าง ทั้งหมด 97 ราย ได้แก่ ผู้ที่เป็นโรคสมองเสื่อมระยะแรกที่ได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์หรือประสาทแพทย์ว่าเป็นโรคสมองเสื่อมชนิด alzheimer’s disease (AD), vascular dementia(VAD), AD with cerebrovascular disease (CVD), mild cognitiveimpairment (MCI) and mixed dementia ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและมีผู้ดูแล ซึ่งอยู่ดูแลไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันและดูแลมานานไม่น้อยกว่า 1 เดือน โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล, แบบวัด stigma impact scale (SIS), แบบวัดความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแล (Zarit Burden Interview Thai version),แบบประเมิน NPI-Q, แบบประเมินความรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์โดยวิเคราะห์ทางสถิติของค่าการรับรู้ตราบาปเป็นค่าเฉลี่ย ค่าสัดส่วนและร้อยละและหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยทดสอบด้วย t-test และOne-Way ANOVA แล้วทำการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อหาปัจจัยทำนายการรับรู้ตราบาปผลการศึกษา : พบว่าผู้ป่วยและผู้ดูแลส่วนใหญ่มีการรับรู้ตราบาปในระดับต่ำคิดเป็นร้อยละ 92.8 และ 89.7 ตามลำดับ ปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับการรับรู้ตราบาป ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ประวัติการมีโรคสมองเสื่อมในครอบครัว คะแนนจากแบบวัด NPI-Q ความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแล และปัจจัยที่เกี่ยวข้องในผู้ดูแล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา ความรู้สึกเป็นภาระของผู้ดูแล และความเพียงพอของรายได้และปัจจัยที่สามารถทำนายค่าคะแนนการรับรู้ตราบาปในผู้ป่วย ได้แก่อายุและประวัติการมีโรคสมองเสื่อมในครอบครัว และปัจจัยทำนายค่าคะแนนของผู้ดูแล ได้แก่ ความรู้สึกเป็นภาระในระดับสูงสรุป : การรับรู้ตราบาปของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมระยะแรกและผู้ดูแลส่วนใหญ่ในการศึกษานี้อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับการศึกษาที่ผ่านมาจากโลกตะวันตก ซึ่งอาจเป็นผลจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ยังต้องการการศึกษาต่อไปในอนาคต.

Publisher

Faculty of Medicine, Chulalongkorn University

DOI

10.58837/CHULA.CMJ.62.2.8

First Page

223

Last Page

237

Share

COinS