•  
  •  
 
Chulalongkorn Medical Journal

Abstract

เหตุผลของการทำวิจัย : การสูบบุหรี่ถือเป็นปัญหาในทุกสังคม ที่ส่งผลเสียต่อตนเองและคนรอบข้าง ซึ่งคนรอบข้างยังจะได้รับสารพิษที่มาจากควันบุหรี่ โดยที่ตนเองไม่ได้เป็นผู้สูบและไม่สามารถเลือกปฏิเสธได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่ อาจส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านวัตถุประสงค์ : เพื่อทราบค่าความชุกของหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์และศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์รูปแบบการวิจัย : การวิจัยเชิงพรรณา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งสถานที่ทำการศึกษา : โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยตัวอย่างและวิธีการศึกษา : เก็บข้อมูลจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ระหว่าง 13 - 24 สัปดาห์ที่มารับบริการฝากครรภ์แผนกสูตินรีเวชกรรม ที่โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนตัว และตรวจปัสสาวะโดยชุดตรวจ Direct barbituric acid (DBA) method สถิติที่ใช้ ได้แก่descriptive statistic, Chi – square test และ logistic regressionanalysisผลการศึกษา : หญิงตั้งครรภ์ที่ศึกษาทั้งหมด 296 คน หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจากที่บ้านและที่ทำงานในระหว่างตั้งครรภ์มีจำนวน 116 คนร้อยละ 39.19 สำหรับปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ อายุน้อย รายได้ไม่เพียงพอ ระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาตรี รวมถึงการมีสมาชิกในบ้านที่สูบบุหรี่ และสูบบุหรี่ในบ้าน โดยสมาชิกเป็นญาติใกล้ชิด เช่น สามี บิดา มารดา ญาติใกล้ชิดที่สูบบุหรี่ การสัมผัสการสูบบุหรี่เป็นเวลา 30 นาทีหรือมากกว่าและที่ความถี่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่มือสองสรุป : จากการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับควันบุหรี่มือสองมีค่าความชุกร้อยละ 39.19 โดยปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับควันบุหรี่มือสองในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัจจัยส่วนบุคคลงานวิจัยนี้พบว่าคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หญิงตั้งครรภ์ได้สัมผัสควันบุหรี่มือสอง.

First Page

689

Last Page

698

Share

COinS