Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD)
Other Title (Parallel Title in Other Language of ETD)
การทดลองแบบสุ่มตัวอย่างแบบเปิดเผย เพื่อผลการรักษาเชิงปฏิบัติระหว่างสารน้ำริงเกอร์ กับสารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์และสารน้ำ5%เดกซ์โทรส ต่อการเกิดภาวะเลือดเป็นกรดแบบเมตาบอลิก ในช่วงสัปดาห์แรกหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไต
Year (A.D.)
2024
Document Type
Thesis
First Advisor
Suwasin Udomkarnjananun
Faculty/College
Faculty of Medicine (คณะแพทยศาสตร์)
Department (if any)
Department of Medicine (ภาควิชาอายุรศาสตร์ (คณะแพทยศาสตร์))
Degree Name
Master of Science
Degree Level
Master's Degree
Degree Discipline
Medicine
DOI
10.58837/CHULA.THE.2024.1350
Abstract
Backgroud: Post-operative fluid management in kidney transplantation (KT) has shifted from Normal Saline Solution (NSS) to balanced crystalloid solutions due to NSS associated with hyperchloremic metabolic acidosis and higher rates of delayed graft function(DGF). This study aimed to compare the efficacy of NSS+D5W versus Ringer’s Lactate Solution (RLS) in preventing metabolic acidosis in KT recipients during the first post-operative week.Methods: An open-label, randomized controlled trial conducted at King Chulalongkorn Memorial Hospital, included adult KT recipients from both living and deceased donors. Patients were randomized to receive either NSS+D5W or RLS as the post-operative IV fluid. Exclusion criteria were multiorgan transplantation and those with contraindications to the study fluids. Withdrawal criteria included patients received less than 2 liters of post-operative IV fluid or had hemodynamic instability. The primary outcome was metabolic acidosis assessed by serum bicarbonate (HCO3) and pH. Secondary outcomes were incidence of DGF, electrolyte levels, and graft function at 1-month post KT which were assessed by serum creatinine (SCr) and estimated glomerular filtration rate (eGFR). Data were analyzed using an Per protocol analysis.Results: 71 patients were enrolled with 35 in the NSS+D5W group and 36 in the RLS group. Baseline characteristics were similar between groups. At post operative day 4, the RLS group had significantly higher serum HCO3 (18.97±2.71 mEq/L) compared with the NSS+D5W group (17.54±2.31 mEq/L, p=0.019) and higher pH (7.41±0.07 vs 7.37±0.08, p=0.048). The incidence of DFG was similar between groups (5.56% in RLS group and 5.71% in NSS+D5W group, p=0.98). At 1 month, the RLS group had lower mean SCr of 1.29±0.40 mg/dL compared to 1.58±0.47 mg/dL in the NSS+D5W group (p=0.007), but mean eGFR was not significantly different (62.81±20.14 mL/min/1.73 m² and 55.14±21.77 mL/min/1.73 m² respectively, p=0.127).Conclusion: RLS is superior to NSS+D5W for IV fluid management in KT recipients, showing significant benefits in preventing metabolic acidosis. This supports the use of balanced crystalloid solutions like RLS as the preferred post-operative fluid therapy in KT.
Other Abstract (Other language abstract of ETD)
ที่มา: การเลือกใช้สารน้ำทางหลอดเลือดหลังการผ่าตัดหลังการปลูกถ่ายไตได้เปลี่ยนจากน้ำเกลือนอร์มอลซาไลน์มาเป็นสารละลายคริสตัลลอยด์ เนื่องจากการใช้นอร์มอลซาไลน์ปริมาณมากทำให้มีภาวะเลือดเป็นกรดจากคลอไรด์สูง และอุบัติการณ์ของการทำงานของกราฟล่าช้าที่สูงขึ้น การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการใช้สารน้ำริงเกอร์กับสารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5%เดกซ์โทรส ในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไตในช่วงสัปดาห์แรก ในเรื่องของการลดภาวะเลือดเป็นกรดแบบเมตาบอลิกกระบวนการและระเบียบวิธีวิจัย: เป็นศึกษาในรูปแบบการทดลองทางคลินิกแบบสุ่มและเปิด โดยดำเนินการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการศึกษา ได้แก่ ผู้ป่วยผู้ใหญ่ที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจากทั้งผู้บริจาคที่ยังมีชีวิตและผู้บริจาคที่เสียชีวิต โดยผู้ป่วยจะได้รับการสุ่มให้ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดหลังการผ่าตัด เป็นกลุ่มสารน้ำริงเกอร์ หรือ สารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5% เดกซ์โทรส โดยจะตัดผู้ป่วยที่ได้รับปลูกถ่ายอวัยวะหลายชนิด หรือมีข้อห้ามในการใช้สารน้ำทั้งสองชนิดนี้ โดยจะมีการถอดถอนผู้ป่วยที่ได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดน้อยกว่า 2 ลิตรในระยะหลังการผ่าตัดออกจากการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาหลักคือภาวะเลือดเป็นกรดแบบเมตาบอลิก ผลการศึกษารอง ได้แก่ อุบัติการณ์ของการทำงานของกราฟล่าช้า ระดับเกลือแร่ต่างๆ รวมถึงการทำงานของไตที่ปลูกถ่ายหลังการปลูกถ่ายที่ 1 เดือน โดยวัดจากค่าครีเอตินีน และอัตราการกรองผลการศึกษา: มีผู้ป่วยปลูกถ่ายไตที่เข้าเกณฑ์การศึกษาทั้งหมด 71 รายซึ่งได้รับการแบ่งเป็นสองกลุ่มโดยการสุ่ม 35 รายได้รับสารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5% เดกซ์โทรส 36 รายได้รับสารน้ำริงเกอร์ ทั้งสองมีลักษณะพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันได้แก่ อายุ โรคประจำตัว ชนิดของไตที่ได้รับบริจาค และการทำงานของไตก่อนการผ่าตัด ผู้ป่วย 46 ราย ได้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต หลังผ่าตัดปลูกถ่ายไตวันที่4 กลุ่มที่ได้รับสารน้ำริงเกอร์มีระดับไบคาร์บอเนตในเลือด (HCO3) มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญด้วยค่าเฉลี่ย 18.97±2.71 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้สารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5% เดกซ์โทรส ซึ่งมีระดับระดับไบคาร์บอเนตในเลือดค่าเฉลี่ย 17.83±2.8 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร โดยมีค่า p=0.019 ค่าพีเอช (pH) ในกลุ่มที่ได้รับสารน้ำริงเกอร์ต่ำกว่ากลุ่มที่ได้สารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5% เดกซ์โทรสอย่างมีนัยสำคัญด้วยเช่นกัน โดยมีค่าเฉลี่ยพีเอชที่ 7.41±0.07 และ 7.37±0.08 ตามลำดับ p=0.048 โดยที่อุบัติการณ์ของการทำงานของไตที่ได้รับการปลูกถ่ายช้าไม่แตกต่างกันในระหว่างทั้งสองกลุ่ม ที่เวลา1เดือนหลังผ่าตัดปลูกถ่ายไตพบกว่า กลุ่มที่ได้รับสารน้ำริงเกอร์มีค่าครีเอตินีนในเลือดต่ำกว่ากลุ่มที่ได้สารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5% เดกซ์โทรสอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าเฉลี่ยเป็น 1.29±0.40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และ 1.58±0.47 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ตามลำดับ p=0.007 อย่างไรก็ตาม อัตราการกรองไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ได้รับสารน้ำริงเกอร์ คือ 62.81±20.14 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ1.73 ตารางเมตร และค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ได้สารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5% เดกซ์โทรสคือ 55.14±21.77 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อ1.73 ตาราง p=0.127สรุปผลการศึกษา: การให้สารน้ำทางหลอดเลือดในผู้ที่รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไต เป็นสารน้ำริงเกอร์ดีกว่าสารน้ำผสมนอร์มอลซาไลน์กับสารน้ำ 5% เดกซ์โทรส โดยให้ประโยชน์ที่สำคัญในการลดการเกิดภาวะเลือดเป็นกรดแบบเมตาบอลิก และช่วยเพิ่มการทำงานของไตที่ปลูกถ่ายได้ในระยะแรก การศึกษานี้สนับสนุนการใช้สารน้ำคริสตัลลอยด์ที่มีความสมดุลทางกรดด่างและราคาไม่สูง เช่นสารน้ำริงเกอร์ เป็นสารน้ำทางหลอดเลือดหลักหลังการผ่าตัดปลูกถ่ายไต
Creative Commons License

This work is licensed under a Creative Commons Attribution-NonCommercial-No Derivative Works 4.0 International License.
Recommended Citation
Sawasdichai, Kornrawee, "A pragmatic, open-label, randomized controlled trial of ringer’s lactate solution versus normal saline plus 5% dextros solution on metabolic acidosis in the first week of post-operative period of kidney transplantation" (2024). Chulalongkorn University Theses and Dissertations (Chula ETD). 75136.
https://digital.car.chula.ac.th/chulaetd/75136