•  
  •  
 
Chulalongkorn Medical Journal

Abstract

เหตุผลของการทำวิจัย : ในปัจจุบันองค์กรหลายแห่งได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรมากขึ้น โดยเฉพาะบุคลากรที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับอิสระและชีวิตส่วนตัวพร้อมกับต้องการความ ท้าทายในอาชีพการงาน มากกว่าการอดทนทำงานในองค์กรที่ไม่ได้ทำให้บุคลากรได้พัฒนาศักยภาพวัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงาน ระดับความผูกพันต่อองค์กรรวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานกับความผูกพันต่อองค์กร ตลอดจนปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของพนักงานในบริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าวิธีการทำวิจัย : เก็บรวบรวมข้อมูลจากพนักงานในบริษัทนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าจำนวน 239 ราย โดยใช้แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบสอบถามความสุขในการทำงาน แบบสอบถามความผูกพันต่อองค์กร และแบบสอบถามทุนพลังใจทางบวกใช้สถิติเชิงพรรณนา Independent samplet-test, One-way ANOVA, Pearson’s Correlation Coefficiency และสถิติถดถอยพหุคูณ (Multiple Liner Regression) ด้วยวิธี stepwiseผลการศึกษา : พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มีความสุขในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 51.0) มีความผูกพันต่อองค์กรอยู่ในระดับสูง(ร้อยละ 61.9) ความสุขในการทำงานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กร (P <0.001) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.239ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงาน ได้แก่ เพศ อายุระดับการศึกษา สถานภาพสมรส การที่มีสมาชิก ในครอบครัวที่ต้องดูแลรับผิดชอบ ตำแหน่งงาน อายุการทำงาน การทำงานล่วงเวลาการลาป่วย เหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียด และทุนพลังใจทางบวกปัจจัยทำนายความสุขในการทำงาน ได้แก่ ทุนพลังใจทางบวก(P <0.001) อายุการทำงาน (P <0.001) และการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (P = 0.001)สรุป : ผลวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลให้องค์กรนำไปพัฒนาและแนวทางในการสร้างความสุขในการทำงานและความผูกพันต่อองค์กรให้กับพนักงาน โดยการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ของแผนกทรัพยากรบุคคล ในเสริมสร้างความสุขในการทำงาน

Publisher

Faculty of Medicine, Chulalongkorn University

First Page

987

Last Page

999

Share

COinS